ชีวิตเหนือน้ำ(เน่า)

posted on 19 Nov 2011 16:17 by wichynet  in ItsMyLife
ชีวิตเหนือน้ำ(เน่า)  19 พย. 2554 16:16 น.

เป็นเวลาร่วมสามอาทิตย์มาแล้วที่ผมขอบริษัททำงานจากที่บ้าน สถานการณ์น้ำแถวๆบ้านเหมือนทำท่าเหมือนจะดีขึ้น แต่วันนี้เดินออกไปซื้อเสบียงก็ยังไม่รู้ว่าจะเดินทางไปบริษัทยังไงเหมือนกัน รถราก็แทบจะไม่มีวิ่ง ส่วนวินรถเล็กที่วิ่งเข้าออกซอยเป็นประจำน่ะเหรอ คงจะหยุดไปอีกยาวเลย อาทิตย์หน้าก็คงต้องทำงานจากบ้านเหมือนเคยอีก

สามอาทิตย์ที่ผ่านมา ชีวิตประจำวันก็ซ้ำๆกันเหมือนเคย 11 โมงก็โทรเข้าบริษัทไปประชุม โดยที่ยังงงอยู่ว่า ใครกันแน่ที่เป็นเจ้านายของผม จริงๆตามตำแหน่งก็กำหนดไว้แน่นอนน่ะแหละว่าใครที่เป็นเจ้านาย แต่ตั้งแต่พี่คนนึงในทีมได้รับการเลื่อนขั้น ดูเหมือนท่านจะวางตัวเป็นเจ้านายของผมอีกคน อยากสั่งอะไรก็สั่ง บางครั้งก็ใช้คำหวานเข้าล่อ ด้วยความที่เกรงใจ เห็นว่าทำงานด้วยกันมานานไม่อยากมีปัญหาก็ยอมๆกันไป อีกอย่าง ท่านคนนี้เป็นคนโปรดของเจ้านายใหญ่ ทำขัดขืนไปก็เหมือนหมูวิ่งชนปังตอใช่มั้ยล่ะ แต่มันก็ใกล้ถึงจุดระเบิดของผมแล้วเหมือนกันนะ ไม่รู้เหมือนกันว่าจะทนไปได้นานแค่ไหน

พิมพ์ไป ท้องก็หิวไป ก็เพราะไอ้นี่แหละที่ต้องทนทำงานหาเงินมาเลี้ยงตัวเองอยู่ ศํกดิ์มันกินไม่ได้ แต่เงินมันซื้อของกินได้ เรื่องปกติของโลกใบนี้ แต่อีกไม่นานผมอาจจะต้องยอมอดเพื่อรักษาศํกดิ์ศรีของผมก็เป็นได้นะ ใครจะไปรู้

แต่ข้อดีของการทำงานอยู่บ้านมันก็มีไม่น้อยนะ ที่เห็นหลักๆเลยคือผมมีเวลาให้กับตัวเองมากขึ้น เอาเวลาที่ปกติรถติดอยู่บนถนนเปลี่ยนมาเป็นเวลาที่ได้ทำอะไรที่อยากทำ ได้เขียนโปรแกรมภาษาใหม่ๆที่อยากลอง ได้ดูได้อ่านในสิ่งต่างๆที่ปกติไม่มีเวลาได้ทำมัน ถ้าน้ำแห้ง ได้กลับมาใช้ชีวิตเหมือนเดิม ก็ไม่รู้ว่าคราวนี้จะปรับตัวได้รึเปล่านี่สิ

13 มิย. 2554 : วันเหงาๆ

posted on 13 Jun 2011 23:06 by wichynet  in Diaries
สวัสดีครับ

วันนี้ตื่นมา 7 โมงกว่า ไม่สบายนิดๆ สงสัยติดมาจากคุณภรรยา แต่ก็ต้องกัดฟันลุกขึ้นจากที่นอน ส่วนคุณภรรยายังไม่หายดี เลยปล่อยให้นอนต่อไปก่อน

เดินออกมาขึ้นรถไปปาดซอย วันนี้รถไม่ติดครับ นั่งแป๊บเดียวก็ถึงแล้ว แต่มองไปบนฟ้าน่าเป็นห่วงเหมือนกัน เมฆฝนตั้งเค้าครึ้มมาเลยครับ ยืนรอรถไม่นาน สาย 39 ก็มา เลยได้ขึ้น รถไม่ค่อยแน่น แต่ไม่ได้นั่งครับ ถึงเซ็นทรัลลาดพร้าวก็ลง แวะเซเว่นซื้ออาหารเช้าครับ วันนี้ยังเป็นพายข้าวโพดเหมือนเดิม กินอย่างเดียวติดกันมาเป็นสัปดาห์แล้วล่ะครับ เดินต่อไปสถานี MRT พหลโยธิน ข้างในรถยังคนแน่นเหมือนเคย แต่เข้าไปยืนตรงกลางขบวนก็ไม่มีปัญหาครับ ดีที่คนส่วนใหญ่ชอบยืนขวางประตู ด้านในเลยมีที่หายใจบ้าง

ถึงที่ทำงานออกจากสถานี MRT ฝนตกพอดี แต่ยังดีที่พกร่มมาด้วยเลยรอดตัวไป เดินเข้าไปในออฟฟิต หลายคนยังมาไม่ถึง คาดว่าคงเจอฝนตกรถติดกันแน่ๆครับ

งานวันนี้ก็ยังไม่มีอะไรมากครับ เขียนเอกสารประกอบแพ็คเกจที่ต้องส่งตอนปลายสัปดาห์หน้า ถึงจะแอบเบื่อแต่ก็ต้องทำแหละครับ ยังไงก็งาน สิบโมงกว่าๆโทรไปปลุกคุณภรรยา ตอนแรกผมแนะนำว่าภรรยาผมลาป่วยซักวัน แต่เธอก็ไม่ยอม เลยให้ลูกไปอาบน้ำเตรียมตัวไปทำงาน

กลางวันกินหมูผัดเผ็ดครับ คุณแม่ทำมาให้จากบ้าน สะดวกดีนะครับ ถึงเวลาก็อุ่นไมโครเวฟแล้วกินตรงแพนทรีได้เลย ไม่ต้องลงจากตึก จนทุกวันนี้เวลาทำงานจนถึงกลับบ้าน ผมแทบจะไม่ได้เห็นแสงตะวันเท่าไหร่แล้วครับ

ใกล้เลิกงานคุณภรรยาโทรมาบอกอยากไปซื้อของก่อนกลับ ขากลับเลยลง MRT สถานีพระรามเก้า ซื้อพวกขนมนทเนยเข้าบ้านไปเป็นเสบียงครับ พอดีขนมที่บ้านหมดพอดี จะได้มีอะไรทานตอนดึกๆ

ขากลับโชคดีเจอแท็กซี่ว่าง เลยเรียกกลับบ้าน แพงไปนิดแต่นานๆทีก็ถือว่าเป็นค่าซื้อความสบายแล้วกันครับ ถึงบ้าน สองทุ่มเศษๆ ผมได้ต้มแซ็บหมูเป็นอาหารเย็น ส่วนคุณภรรยาทานชุดใหญ่ครับ ทั้งบ๊ะจ่าง สลัดผัด ตับทอด น้ำพริกหนุ่ม เพิ่มความอ้วนให้คุณภรรยาได้เป็นอย่างดีครับ

สวัสดีครับ

Japan Trip(1) 4 Dec. 2010 - 11 Dec. 2010

posted on 24 Jan 2011 23:57 by wichynet  in MyTravel

ว่าจะเขียนตั้งแต่กลับมาใหม่ๆแล้ว แต่ก็ขี้เกียจ พอรู้สึกตัวอีกทีก็ผ่านไปเดือนกว่าๆแล้ว เลยรีบมาเขียนก่อนที่ความทรงจำจะเลือนลางไปกว่านี้ครับ

ทริปนี้จริงๆวางแผนกันไม่นานเท่าไหร่ เริ่มมาจากที่ผมกับแฟนแพลนกันว่าจะไปฮันนีมูนกันช่วงปลายปี สุดท้ายก็ตัดสินใจจะมาญี่ปุ่นกัน ก่อนหน้านี้ ทั้งผมกับแฟนไม่เคยมีใครเคยมาเที่ยวที่นี่มาก่อน ภาษาก็รู้อค่ประมาณอ่านออก เขียนได้ แปลไม่ออก แต่ความอยากมันมีมากกว่า สุดท้ายก็เลยได้มา backpack กัน

เย็นวันที่ 3 ธันวา 53 หลังเลิกงาน รีบบึ่งออกจากที่ทำงานไป Airport Link ใช้เวลาไม่นานก็ถึงสุวรรณภูมิ ผมอดแปลกใจไม่ได้ว่าทำไมคนหลายๆคนถึงด่า Airport Link กัน ทั้งๆที่ผมก้ว่ามันก็โอเคดีนี่นา ถึงสนามบินก็จัดการเช็คอินพร้อมกับโหลดกระเป๋าซะ จะได้ตัวเบาๆ แล้วค่อยหาอะไรรองท้องกันก่อนขึ้นเครื่อง เที่ยวบินที่จะไปเป็นของ AIA ครับ เดินเล่นกันไปซักพักก็ได้เวลาขึ้นเครื่อง แต่เอาล่ะสิ ไอ้อาการนอนไม่หลับระหว่างเดินทางของผมมันกลับมาหลอกหลอนอีกแล้ว สุดท้ายก็ไม่ได้นอนทั้งคืน ถึงสนามบินฮาเนดะประมาณ 6 โมงนิดๆครับ

ช่วงรับระเป๋ากับผ่าน ตม. ก็ไม่มีอะไรมาก ผ่านฉลุย จนมาถึงเครื่องขายตั๋วรถไฟอัตโนมัติ




ผมก็ทำการบ้านมาก่อนหน้านี้แล้วนะว่า ตรงนี้จะมีตั๋ว Keikyu + Metro one day pass ขายราคา 1300 เยน ถูกกว่าซื้อแยกซะที พอซื้อจริงๆ อ่านไม่ออกหรอกครับ เห็น 1300 ขึ้นตรงไหนก็กดเลย เลยจัดตั๋วมาได้ตามด้านล่าง




ลงไปรอรถไฟสาย Keikyu เข้าเมืองราวๆ 20 นาที ขบวนที่ต้องการก็มา นานเหมือนกันแฮะ เข้าไปด้านในคนโล่งมาก คงเป็นเพราะเป็นเช้าวันเสาร์ นั่งเอกเขนกได้ตามใจชอบเลย แล่นไปเรื่อยๆก็มีนักเรียนขึ้นมาเหมือนกัน เห็นแล้วอยากกลับไปเป้นนักเรียนอีกครั้งจัง แหะๆ




ถึงสถานี Sengakuji ก็ลง เตรียมเปลี่ยนรถไปสาย Asakusa Line แต่พอสอด one day pass เข้าไป ประตูกลับไม่เปิด เอาล่ะสิ! สุดท้ายเลยตรงไปถามนายสถานีว่าเกิดอะไรขึ้น คุณลุงนายสถานีก้ใจดี ช่วยใหญ่เลย ได้ความว่า ไอ้ตั๋ว 1300 เยนที่ซื้อมาจากสนามบินนั่นน่ะ เป็นตั๋ว Yokohama pass ไม่ใช่ Metro pass อิ๊บอิ๋ายแล้ว ทำอะไรไม่ได้ครับ เลยเสียค่าโง่ไปพันเยนฟรีๆ ซื้อตั๋ว Metro pass มาใหม่ คราวนี้ประตูเปิดให้เข้า ไม่มีปัญหาแล้ว

นั่งรถไฟยาวมาลงที่สถานี Tawaramachi จากสถานี เดินมาราวๆไม่เกิน 10 นาทีก็ถึงที่พัก Asakusa Ryokan Tokeisou เข้ามาเก็บของไว้ที่นี่ก่อน พนักงานต้อนรับก็พูดภาษาอังกฤษได้ครับ เลยหมดปัญหาเรื่องภาษาไป




ตัวเบาแล้วก็ได้เวลาออกเดินทาง เป้าหมายแรกคือวัด Asakusa ครับ ดูจากแผนที่แล้ว เดินไปจากที่พักได้ ถึงจะไกลไปนิด แต่ก็คิดซะว่าเดินดูบ้านเมืองเขาไปด้วยในตัว ระหว่างทางเจอ 7-11 มีน้องๆ AKB48 เป็นพรีเซ็นเตอร์




แถวๆนั้นเงียบสงบดีครับ อากาศก็เย็นสบายดีจริงๆ




เห็นวัดอยู่ตรงหน้าลิบๆแล้ว รอบๆทางเดินมีร้านขายของ




ถึงแล้วก็ถ่ายรูปตามธรรมเนียม




ด้านในวัดจะมีที่ให้จุดธูปแล้ววักควันเข้าใส่ตัว คงเป็นประเพณีอย่างนึง




ข้างๆจะมีวิหารอยู่ครับ มีประตูโทริอิอันใหญ่คอยต้อนรับ




รถลากรับจ้าง แต่ผมไม่ได้ไปลองนั่งหรอกนะ




แผ่นไม้เขียนคำอวยพร ตอนแรกไม่รู้ต้องทำยังไง เลยไปถามคุณป้าที่ขายแผ่นไม้ ใช้ภาษามือคุยกันจอพอเข้าใจ คุณป้าใจดีครับ ยิ้มอยู่ตลอด




ออกเดินทางกันต่อ แวะซื้อซอร์ฟครีมแถวๆวัดมาคนละโคน อร่อยดีครับ หม่ำเสร็จก็ไปที่จุดหมายต่อไปคือสวน Ueno ตั้งใจไว้ว่าจะไปขึ้น MEtro ที่สถานี Metro Asakusa แต่หลงทาง! เดินไปเดินมาไปโผล่ที่สถานี JR Asakusa มึนตึ๊บล่ะ สุดท้ายเลยต้องถามคนเดินผ่านไปผ่านมาแถวนั้น ดีที่คุยด้วยภาษาอังกฤษได้แล้วรอดตัวไป จากตรงที่หลง เดินอีกราวๆ 10 นาทีก็ถึงสถานี Metro Asakusa จนได้ครับ นั่งรถใต้ดินมาโผล่ที่สถานี Ueno




ระหว่างเดินไปที่สวน คนเยอะเอาการ




เดือนธันวาแบบนี้ ไม่มีซากุระเหลือแล้ว




เติมพลังกับช็อคโกบานาน่าครับ แต่ไม่อร่อยเอาเสียเลย




แต่ยังดีที่มีเมเปิ้ลสีแดงให้ชมอยู่




มองดูนาฬิกาก็บ่ายกว่าๆแล้ว ยังไม่ได้กินข้าวเที่ยงเลย เลยได้ยากิโซบะช่วยชีวิตไว้ 500เยนดูจะแพงไปนิด แต่ก็อร่อยมากกก




เดินทางกันต่อ คราวนี้ไปที่ Akihabara ย่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าครับ พอถึงก็อึ้งไปกับจำนวนมหาชนที่เยอะจริงๆ แทบไม่มีโอกาสชักกล้องขึ้นมาถ่ายเลย มีสาวๆแต่งคอสเพลย์แจกใบปลิว maid cafe กันเต็มไปหมด แฟนผมนึกไงไม่รู้ เดินเข้าไปขอสาวๆเมดคาเฟ่ถ่ายรูป ปรากฎว่าน้องเขาไม่ให้ถ่ายครับ ก็หน้าแตกกันไป




เดินไปเดินมา เลยได้ Walkman มาตัว Sony s756 รุ่นนี้เมืองไทยไม่มีขายครับ แต่สุดท้ายพอเอากลับมาเมืองไทยดันเจ๊งซะได้ เสียตังฟรีๆไปร่วมสองหมื่นเยน




4 โมงกว่าๆ แต่ฟ้าเริ่มสลัวๆลงแล้ว เลยกลับมาพักผ่อนที่ที่พักก่อน ห้องพักที่จองไว้ถือว่าเล็กครับ แต่ด้านในก็เครื่องใช้ครบครันดี ไม่ว่าจะเป็น ทีวี ตู้เย็น อ่างล้างหน้า ส้วม อ่างอาบน้ำ




ที่นอนเล็กไปนิด แต่ก็ยังพอนอนกัน 2 คนไหวครับ




ที่นี่มีชาเขียวให้ชงฟรีด้วย แต่ต้องลงไปขอน้ำร้อนด้านล่างเอาเองถ้าไม่พอ




นั่งเหยียดขากันได้ซักพัก ก็เดินทางไปจุดหมายสุดท้ายของวันนี้ครับที่โอไดบะ พอลงจากรถไฟก็หม่ำมื้อเย็นกันที่ Yoshinoya ฟาสฟู๊ดข้าวหน้าเนื้อชื่อดัง สั่งกิวด้ง 380 เบนมากิน อร่อยคุ้มราคาจริงๆครับ พออิ่มท้องก็เดินเข้าไปใน Aqua City ด้านในจะเป็นศูนย์การค้า แฟนผมก็ดูของซะเพลิน เดินจนทะลุออกมาอีกฝั่งก็เจอจุดถ่ายรูป เทพีเสรีภาพคู่กับสะพานสายรุ้ง




ถึงตอนนี้อากาศหนาวมากครับ เดินไปก็สั่นไป เลยบอกแฟนว่ากลับไปพักกันก่อนดีกว่า ก่อนกลับก็ได้น้ำมะนาวอุ่นคนละกระป๋อง ร่อยครับ ชอบจังเครื่องขายของอัตโนมัติเนี่ย สุดท้ายชักภาพ Aqua City ยามค่ำคืนก่อนกลับที่พักครับ ถ้ามีโอกาส คงได้กลับมาเที่ยวที่นี่แบบเต็มๆอีกซักที

 

ขอสารภาพครับ ตอนแรกผมไม่รู้จัก Haruka Tomatsu เลยด้วยซ้ำว่าเป็นใคร (ก็ไม่ได้ดูพวก Anime นี่นา ^^" ) ที่มีโอกาสฟังอัลบั้มนี้ก็เพราะสาเหตุแค่อยากลองเท่านั้นเอง แต่พอได้ฟังเท่านั้นแหละครับ ความรู้สึกเปลี่ยนไปเลย


อัลบั้มนี้ รวมๆจะออกแนวป๊อปฟังสบายๆทั่วไป แต่ก็มีหลายๆเพลงที่ทำให้ผมอดที่จะอมยิ้มไปกับเพลงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นเพลงจังหวะสนุกๆอย่าง motto~Hadenine!, Girls, Be Ambitious หรือ Counter Attack หรือจะเป็นเพลงที่เน้นเสียงร้องโทนสูงอย่าง Circle หรือ Naniro Michishirube ไม่ก็เพลงช้าอย่าง Kioku no Keshiki หรือ Mirai Tokei ก็ทำได้อย่างไม่เลวเลยทำเดียว ทำให้ตอนนี้กลายเป็นอัลบั้มที่ผมหยิบขึ้นมาฟังบ่อยเป็นอันดับต้นๆเลย


สุดท้าย ถ้าใครมีโอกาส อย่าลืมลองสัมผัส Rainbow Road อัลบั้มนี้ดูนะครับ


 

ผมเพิ่งฟัง "Nostalgia" ซิงเกิ้ลใหม่ของ Ikimonogakari จบไป ... เอ๋... อะไรนะ ยังไม่ออกวางขายน่ะเหรอ แล้วผมหามาฟังได้ยังไง??

เอาน่า! ไม่ว่าจะหามายังไง แต่วงนี้ผมก็ซื้อ CD เก็บทุกครั้งนา แหะๆ

กลับ เข้าเรื่องดีกว่า ถ้าใครที่เป็นแฟนผลงานของวงนี้ พอได้เห็นชื่อเพลง คงเดาได้เลยว่า คงจะออกแนวซึ้งๆ บีบความรู้สึก แบบซิงเกิ้ลที่แล้วแหงมๆ แล้วก็จริงอย่างที่คิดครับ ผมดูจาก PV ประกอบ ธีมของเพลงก็ตามชื่อเลยครับ ออกแนว กลับไปสู่สถานที่เคยใช้ชีวิตอยู่ในอดีต เมื่อผมเจออะไร ความทรงจำในช่วงเวลานั้นมันก็พรั่งพรูออกมา อย่างใน PV ก็เป็นเรื่องของตัวเอกที่กลับไปเยือนชมรม Cinema อีกครั้ง ที่เหลือไปดูเองนะครับ


ส่วน ความรู้สึกหลังจาก ฟัง+ดู เสร็จ ส่วนตัวผมยังให้ตามหลังซิงเกิ้ลที่แล้วอย่าง Naku Monka อยู่นิดๆครับ (นิดเดียวจริงๆ) อย่างซิงเกิ้ลที่แล้ว ยอมรับเลยว่าทำให้ผมสามารถอินกับเพลงและ PV ได้มากกว่า อาจเป็นเพราะอายุที่ไม่น้อยแล้วด้วยมั้ง ความรู้สึก Nostalgia ของผมเลยออกแนวเป็นความทรงจำที่อบอุ่นมากกว่าที่จะอยากย้อนเวลากลับไปสู่ อดีต PV Naku Monga ที่เป็นเรื่องราวของการสู้ชีวิตเลยโดความรู้สึกของผมมากกว่าเท่านั้นเอง


แต่ ถึงจะอย่างนั้นก็เถอะ หลังจากที่ผมดู PV Nostalgia จบไป ก็รู้สึกร้อนผ่าวๆที่ขอบตา กับเหมือนมีก้อนอะไรมาจุกที่คอเหมือนกันนะ แหะๆ


สุดท้ายก็ ลองดูเองเลยและกันครับ

 

edit @ 1 Mar 2010 19:21:01 by Wichy